2009/Oct/22

credit : http://www.siamfitness.com/

ก๊อปมาทั้งหมดเลยนะคะ อาจมีสอดแทรกคำพูดของแป้งไว้ในตอนแรกนิดหน่อยเท่านั้น

ลดความอ้วนอย่างไรให้ได้ผล

จะมีหลายหัวข้อในบทความนี้ที่สำคัญๆ
อย่างเช่น เมื่อการลดน้ำหนักผิดวิธี แล้วกลับมาน้ำหนักขึ้นคืออะไร
ในนี้มีคำตอบตรงความเชื่อผิดๆของคนลดความอ้วนอยู่ค่ะ
คำตอบของคนที่กินเยอะแต่ไม่อ้วน กับคนที่กินน้อย แต่กลับอ้วนขึ้น ก็มีคำตอบให้รู้ในนี้เหมือนกัน
วิธีการทำงานของร่างกายและอื่นๆอีกมากมายที่บอกโดยละเอียด ถ้าอ่านได้ทั้งหมดแล้ว ตาสว่างจริงๆค่ะ
จะเข้าใจจริงๆเลยว่าทำไมเราถึงลดยังไงก็ไม่ลงสักที
แป้งใช้วิธีกินข้าววันละมื้อค่ะ ซึ่งตอนนี้ทำให้กลับมามีการเผาผลาญต่ำลงมาก เรียกได้ว่าแทบจะเสีย
พอกลับมากินครบสามมื้อ หรือต่อให้กินแค่สองมื้อก็ตาม น้ำหนักก็ขึ้นเลย เลยพยายามกินแค่มื้อเดียว หรืออดอาหารไม่กินทั้งวันก็มี
คราวนี้รู้แล้วล่ะค่ะ ชัดเจนเลยว่าจะต้องทำยังไง อยากให้หลายๆคนที่ตั้งใจลดน้ำหนัก มาช่วยเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ TwT*


มาต่อสู้กับ "ความอ้วน" กัน!!!!!!!!!!!!!! เพื่อทุกคนที่มีปัญหาอ้วนๆครับ
โพสท์โดย คุณใหม่@pantip


เห็นมีคนบ่นเรื่องเกี่ยวกับความอ้วน เลยอยากมาตอบในฐานะผู้มีประสบการณ์ อ้วน มาก่อน แล้วต่อสู้กับมันจนเอาชนะมันได้ในที่สุดครับ

ความ อ้วน นั้นเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ครับ ทั้งในแง่บุคลิกภาพที่ทำให้รูปร่างเราดูไม่สวยงามอย่างที่เราอยากให้เป็น รวมไปถึงปัญหาด้านสุขภาพมากมายที่จะคอยติดตามมากับความอ้วน ตั้งแต่การเสื่อมของข้อกระดูกต่างๆที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ

ความ อ้วน จึงเป็นปัญหาที่คนจำนวนมากอยากจะกำจัดออกไป ไม่ว่าต้องใช้วิธีใดก็แล้วแต่ ตั้งแต่อาหารที่โฆษณาว่าจะทำให้ผอม เครื่องดื่มที่ว่าแคลอรี่ต่ำ การนวดที่ว่าช่วยลดน้ำหนัก อบสมุนไพร และอื่นๆอีกมากมาย

แต่.... มันช่วยได้จริงหรือ?

แล้วถ้าไม่ได้ ทางออกของเราคืออะไร? ทำไมเราถึงอ้วนขึ้นมา แล้วทำอย่างไรจะผอมลงได้ มาตอบข้อข้องใจต่างๆกันในกระทู้นี้ครับ

ทำไมถึงอ้วน?
หลายๆคนชอบตั้งคำถามนี้กับตัวเองครับ ว่าทำไมเราถึงอ้วน ทั้งๆที่เพื่อนคนนั้นคนนู้นเค้าก็ทานอาหารเยอะเท่าๆกับเรา และไม่ออกกำลังเลย ทำไมมันผอมล่ะ ทำไมเราอ้วนอยู่คนเดียว?

ความอ้วนนั้น เกิดจากการสะสมของไขมัน ซึ่งเกิดมาจากการที่พลังงานที่เราได้รับจากอาหารมีมากกว่าความจำเป็นที่ร่าง กายใช้ ในขั้นต้น จะเก็บไว้ในรูปไกลโคเจน ซึ่งเป็นพลังงานที่ใช้ได้ทันที และจะถูกใช้ในการออกกำลังแบบ anaerobic (ไม่ใช้ Oxygen) ถ้าเกินกว่านั้นจะเก็บในรูปของไขมัน โดยสถานที่สะสมของไขมันมีตั้งแต่ ในอวัยวะภายใน โพรงกระดูก และอันที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับเราๆท่านๆ ไขมันชั้นใต้ผิวหนังนั่นเอง

ผลจากฮอร์โมนเพศ จะทำให้สถานที่เก็บไขมันของ ชาย และ หญิง ต่างกันไป โดย หญิงนั้นจะสะสมท่ ต้นขา และสะโพก ก่อนส่วนอื่น ในขณะที่ชาย จะลงพุง

ทั้งนี้ทั้งนั้น จะเห็นได้ว่า ร่างกายของเราจะสะสมไขมันหรือไม่ ขึ้นกับว่าเราใช้พลังงานที่ได้รับมาจากอาหารไปเท่าไหร่ และเหลือสะสมเป็นปริมาณเท่าไร

ประเด็นที่ว่าบางคน ทานน้อย แต่ก็ยังอ้วน ส่วนบางคน ทานมาก แต่ก็ยังผอม เป็นเรื่องของ metabolic rate หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ถ้าคนที่มีการเผาผลาญสูงจัดตลอดเวลา โดยไม่ต้องอาศัยการออกกำลังกาย ก็จะมีผลให้มีการสะสมของไขมันได้น้อย ทำให้ผอมนั่นเอง ในทางตรงข้าม หากคนที่มีการเผาผลาญพลังงานต่ำ ทำให้ทานไม่เท่าไรก็อ้วนขึ้นเอาง่ายๆ

บางกรณี ความอ้วน หรือ ผอม อย่างผิดปกติ ก็เกิดได้จากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมไร้ท่อ หรือความบกพร่องบางอย่างภายในร่างกาย เช่น คนเป็นเบาหวานแต่กำเนิด (type 1) หรือคนที่มีปัญหากับต่อม Tyroid ก็ทำให้ metabolic rate ผิดปกติไปได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อยู่เหนือกว่าการควบคุม และต้องปรึกษาแพทย์ต่อไปครับ

ทำอย่างไรให้ไม่อ้วน?
เป็นคำตอบที่ง่ายและตรงไปตรงมามาก นั่นก็คือ อย่าทานเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องการใช้พลังงานในแต่ละวันของร่างกาย

กิจกรรมที่เราทำเป็นประจำในแต่ละวัน เช่น เดินไปนู่นนี่ อ่านหนังสือ พิมพ์คอม จนไปถึงหายใจ ล้วนอาศัยพลังงานทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าถ้าไม่ออกกำลังการแล้วร่างกายจะไม่ใช้พลังงานเอาซะเลย อันที่จริงแทบทุกกิจกรรม ทั้งในและนอกร่างกาย ล้วนใช้พลังงานด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

หากว่าแต่เดิมไม่อ้วน แล้วกังวลว่าจะอ้วนขึ้นมา ต้องเข้าใจก่อนว่า ไขมันใต้ผิวหนังนั้น ไม่ใช่ว่ามันจะสะสมพรวดพราดภายในวันเดียว การทานอาหารปริมาณเยอะๆภายในวันเดียว ไม่ทำให้อ้วนระเบิดระเบ้อขึ้นมาได้ภายในพริบตา แต่การทานเกินความจำเป็นของร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานต่างหาก ที่ทำให้ไขมันค่อยๆสะสม กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ขาใหญ่ขึ้น พุงหลามเสียแล้ว

การมีวินับในการกินจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ร่างกายเราคงรูปร่างที่สม ส่วนได้อยู่เสมอ แม้จะมีบางโอกาสที่ต้องทานอาหารเกินความจำเป็น (เช่น นานๆทีเลี้ยง buffet กันอย่างยิ่งใหญ่) ก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่นักถ้าหากมื้ออื่นๆในวันถัดๆไปเราทานแต่พอดีและถูกหลัก อนามัย

อย่าหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเอง
อย่าบอกตัวเองว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้จะทานน้อยๆแล้ว นี่เป็นมื้อสุดท้าย ครั้งสุดท้าย วันสุดท้าย เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะบอกตัวเองแบบเดียวกัน

การสร้างลักษณะนิสัยท่ทานเกินอิ่ม หรือทานเกินพอดี รวมไปถึงทานจุกจิก ปล่อยให้ปากว่างไม่ได้ เป็นหนทางที่รวดเร็วในการพาท่านไปสู่สถานะที่เรียกว่า อ้วน

อาหารปริมาณน้อย ไม่ได้แปลว่าแคลอรี่ไม่มาก

และเช่นเดียวกัน อาหารปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าแคลอรี่ต้องมากตามไปด้วย พลังงานของอาหารนนั้นไม่ได้ขึ้นกับปริมาณแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับคุณภาพของอาหารด้วย

การทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันเช่นพวกของทอดน้ำมันชุ่มทั้งหลาย รวมไปถึงของว่างเช่นป๊อบคอร์น มันฝรั่งทอด แม้เราจะรู้สึกว่า นิดเดียว ไม่ทันจะอิ่มเลย แต่หารู้ไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นเส้นทางลัดไปสู่ความอ้วนด้วยกันทั้งสิ้น

จำไว้ให้ขึ้นใจ ว่าพลังงานที่ได้จากอาหาร ไม่ได้แปรผันตาม "ความรู้สึก อิ่ม"

ถ้าอ้วนแล้ว จะทำอย่างไร
ปัญหาใหญ่ที่หลายคนประสบ ในประเทศเรายังไม่มากเท่าไหร่ ในประเทศอย่างอเมริกา พบว่าน้ำหนักเฉลี่ยของคนทั่วไป เกินค่ามาตรฐานที่เหมาะสม เนื่องมาจากโภชนาการที่ไม่ได้เรื่องของอาหารอเมริกันนั่นเอง ประเทศเราซึ่งก็รับอาหารเหล่านั้นเข้ามาก็จึงเริ่มจะมีปัญหาตามไปด้วย (ไม่รู้จะไปกินกันทำไม ผมไม่เห็นมันจะอร่อยที่ตรงไหน)

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ตามที่กล่าวไปแล้วว่าไขมันใต้ผิวหนังนั้น ไม่ได้สะสมกันในวันเดียว ร่างกายเรามีปริมาณที่กระเพาะรับได้จำกัดในแต่ละวันอยู่ (กระเพาะแต่ละคนมีความจุที่ตายตัว ยืดหดได้ตามการใช้งาน) ดังนั้นต่อให้จะหิวโซมาจากไหน เราก็ยัด อาหารจนถึงขีดจำกัดกระเพาะได้เท่าเดิม อีกทั้งความสามารถในการสะสมไขมันขอร่างกายในหนึ่งวันก็มีขีดจำกัดเช่นเดียว กัน การทานอาหารภายในวันเดียวแล้วจะอ้วนแผละขึ้นมาทันทีจึงเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น การที่เรา อ้วน จึงเป็นผลกรรมที่เกิดจากการขาดวินัยในการกินอย่างต่อเนื่องและยาวนาน การจะลดน้ำหนัก จึงต้องยอมรับไว้เสมอว่า เราก็ต้องใช้เวลานาน เท่าๆ หรือนานกว่า ระยะเวลาที่เรากินสะสมมา

การที่จะออกกำลังวันเดียว แล้วหวังว่าจะผอมลง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน

อ้วน ไม่ได้แปลว่า น้ำหนักเยอะ

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดกันอย่างมหันต์นั่นคือความอ้วน ไม่ได้เป็นเรื่องของน้ำหนักแต่เพียงอย่างเดียว

น้ำหนักของร่างกายมีทั้ง น้ำหนักของกลางเนื้อ กระดูก และของเหลวภายในร่างกาย ไม่ใช่แต่เพียงไขมันอย่างเดียว

เวลานักมวยชั่งน้ำหนักก่อนขึ้นชก ถ้าไม่ผ่าน จะวิ่ง เพื่อลด การรีดเหงื่อออกไปสามารถลดน้ำหนักโดยรวมของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว แต่มันไม่ได้หมายความว่าไขมัน และกล้ามเนื้อ หายไปด้วยความเร็วที่เท่ากัน ดังนั้นน้ำหนักที่เพิ่มหรือลด ไม่ใช่น้ำหนักของไขมันแต่เพียงอย่างเดียว

ขอให้รู้ไว้ว่า น้ำหนักกล้ามเนื้อ ในปริมาตรที่เท่ากัน นักมากกว่าไขมัน และน้ำหนักของของเหลวในร่างกาย (เลือด และอื่นๆ) ในปริมาตรที่เท่ากัน ก็หนักยิ่งกว่ากล้ามเนื้อเสียอีก

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นนักกีฬารูปร่างล่ำบึ้ก ฟิตเปรี๊ยะ มองหาไขมันใต้ผิวหนังแทบไม่ได้ มีน้ำหนักที่มากโข

ดังนั้นอย่ามานั่งดีใจว่าน้ำหนักลดๆ บางทีดื่มน้ำสักแก้วสองแก้ว ก็กลับไปเท่าเก่า

การจะวัดว่าอ้วนหรือไม่ สายวัด รอบเอว รอบแขน รอบขา และ กระจก บอกเราได้ดีกว่าเครื่องชั่งน้ำหนักเป็นไหนๆ

อ้วนแล้ว จะทำอย่างไร
อ้วนแล้ว ก็ต้องลดสิครับ คำถามง่ายๆ ที่มีคำตอบง่ายๆ แต่มักจะทำกันไม่ได้

เรามาทำทีละขั้นตอนครับ

แรกสุดเลยเราต้องรู้ตัว ว่าเราอ้วนขึ้นเสียแล้ว ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องลงมือ คือทำอย่างไร ไม่ให้อ้วนไปกว่านี้

เริ่มต้นด้วยการพิจารณาอาหารที่เราทานในแต่ละวัน ถ้าเราอ้วนขึ้น ย่อมหมายความว่าพลังงานที่ได้จากอาหารที่เราทานทุกวันนั้น มากเกินกว่าความต้องการพลังงานของร่างกาย สิ่งที่เราต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ ลดพลังงานที่ได้จากอาหารลง

ถ้าทานอาหารปริมาณมาก ให้ลดปริมาณลง

ถ้าทานอาหารปริมาณไม่มาก แต่เป็นอาหารที่คุณค่าทางโภชนาการไม่เหมาะสม มีพลังงานสูง ไขมันมาก ให้เปลี่ยนชนิดอาหาร

ถ้าทานอาหารที่ไม่ถูกโภชนาการ และทานเป็นปริมาณมากๆ ให้ทั้งลดปริมาณอาหาร ทั้งเปลี่ยนชนิดอาหารครับ...

ถ้าจะไม่เปลี่ยนลักษณะนิสัยการกินให้ได้ (หัวเด็ดตีนขาดเดี๊ยนก็จะกินๆๆ) ก็ต้องเพิ่มกิจกรรมที่ใช้พลังงานที่เราทานเข้ามาครับ

ถ้าจะไม่เปลี่ยนนิสัยการกิน และไม่ออกกำลังด้วย.... ก็อ้วนต่อไปครับ...

ความเชื่อผิดๆของคนลดน้ำหนัก
เรามักเข้าใจว่า อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ทำให้อ้วน ฉะนั้นจึงควรเลี่ยงการกินอาหารแป้ง น้ำตาล เพื่อลดพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต จะได้ไม่อ้วน

เป็นความเชื่อที่ ผิด ครับ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกลไกที่สำคัญในร่างกายของเราก่อน นั่นคือ ความ "หิว"

ความรู้สึกหิวจะถูกสั่งการโดยสมอง เมื่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ต่ำ

ทั้งนี้เพื่อเป็นกลไกป้องกันร่างกายจากภาวะที่เรียกว่า Hypoglycemia หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนั่นเอง เราจึงถูกกระตุ้นให้รู้สึกหิว เพื่อที่จะได้ทานอาหารไปชดเชยระดับน้ำตาลในเลือดครับ

การงดอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตลงอย่างต่อเนื่องนั้น มีผลให้ระดับความเข้มข้นของน้ำตาลในกระแสเลือดเราลดลงครับ เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดเราลดลง ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือความรู้สึกหิว

ถ้าคนความอดทนต่ำ คราวนี้ล่ะงานเข้าเลยครับ หิวจัด ก็ต้องหาอาหารทาน แต่เราจะไม่ทานอาหารแป้ง เลยซัดอาหารมันแทน... ไข่เจียวชุ่มน้ำมัน กับไข่ดาวทอดน้ำมัน ทานกับไก่ทอดกระเทียม แต่ไม่เอาข้าว... ทานจนกว่าจะอิ่มก็ลาก่อนครับ ไม่อิ่มซะที แต่แคลอรี่พุ่งไปถึงไหนแล้วไม่รู้

ถ้าคนความอดทนสูง ไม่ยอมทาน ไม่นานร่างกายก็ต้องปรับตัวครับ เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำตาลต่ำเกินไป

การแก้ปัญหา ก็คือ ลดปริมาณเลือดลงครับ ลองคิดถึงน้ำแดง ถ้าเรามีน้ำแดงน้อย แต่เราใส่น้ำเยอะ มันก็จืดใช่มั้ยครับ? แต่ถ้าเราอยากให้มันหวาน เราก็ผสมน้ำน้อยๆ ร่างกายก็เช่นกันครับ เมื่อเลือดมันมีความเข้มข้นต่ำ ร่างกายก็จะลดปริมาณเลือด เพื่อรักษาระดับความเข้มข้น เนื่องจากเราไม่เติมน้ำตาลให้กับมัน

ทีนี้น้ำหนักจะลดฮวบเลยครับ อย่างที่บอกไปว่า น้ำในร่างกาย มีน้ำหนักสูงสุดเมื่อเทียบกับกล้ามเนื้อหรือไขมันที่มีปริมาตรเท่ากัน (น้ำมีความหนาแน่นมากกว่าที่คุณคิดนะครับ)

น้ำหนักที่ลดลงคือไขมันหรือเปล่าครับ? คือกล้ามเนื้อหรือ? ผอมลงจริงหรือครับ? คำตอบคือเปล่าเลย น้ำหนักเลือดหรอกครับที่ลดลงน่ะ

แล้วพอเราได้ใจ ว่าน้ำหนักลงแล้ว ยอมทานอาหารแป้งและน้ำตาล ทีนี้ล่ะครับ... น้ำตาลในเลือดเท่าเก่า ร่างกายก็ดูดน้ำเพิ่ม ดื่มน้ำเข้าไป ก็ไปชดเชยเป็นเลือด น้ำหนักก็กลับมาเท่าเดิมราวปาฏิหาริย์... สรุปคือ เหนื่อยฟรี หิวฟรีครับ

ทานอาหารที่ดี ทานอย่างไร
คำจำกัดความของอาหารที่ดี คือ มคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน อย่างที่เราๆท่านๆเรียนมาตั้งแต่ประถมนั่นล่ะครับ ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ มีใยอาหารเพียงพอ จะได้ไม่เป็นปัญหากับระบบขับถ่าย (ซึ่งผมพบว่ามันเป็นปัญหาอย่างมากตอนผมอยู่ US) และมีน้ำตาลในปริมาณเพียงพอให้เรา อิ่ม ครับ

ก่อนเราจะไปแสวงหาสูตรอาหารลดความอ้วนมหัศจรรย์ ซึ่งมีนักโภชนาการมากมายคิดค้นขึ้นมาแล้ว (และพบว่ามันมักจะไม่น่ารับประทานเอาสักเท่าไหร่) เราควรจะมาพิจารณาอาหารที่เราทานก่อนครับ

มีคนมากมายหัดนิสัย "ทานไม่หมด" เพราะรู้สึกว่า ทานน้อย จะได้ไม่อ้วน

ซึ่งผมพบว่ามันตลกมาก เมื่อเพื่อนผมคนหนึ่งแทนที่จะทานอาหารกลางวัน 1 จานเหมือนคนทั่วๆไป เค้าเลือกที่จะเหลือ เกือบครึ่งจาน แต่จะสั่งมาสามจาน เพราะบอกว่าไม่อิ่ม.... แต่ไม่ทานให้หมด เพราะ...มันอ้วน....

ผมว่ามันฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย..

ถ้าเราพบว่าเราน้ำหนักขึ้น ย้อนกลับไปดูก่อนครับ เราทานอาหารมีไขมันเยอะเกินไปหรือเปล่า เราทานอาหารปริมาณมากไปหรือเปล่า

เคล็ดลับหนึ่งที่สำคัญในการทานอาหาร คือทานช้าๆครับ เพราะว่าร่างกายเราสามารถย่อยแป้งเป็นน้ำตาลได้ในปริมาณหนึ่งจาก enzyme ในน้ำลาย การที่เราค่อยๆทาน ค่อยๆเคี้ยว จะทำให้น้ำตาลเหล่านี้เข้าไปชดเชยระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ทำให้รู้สึก อิ่ม ขึ้นมาครับ จะช่วยลดปริมาณอาหารที่ทานลงได้เป็นอย่างดี เพราะถ้ารีบๆทาน รีบๆอัดๆเข้าไป กว่าร่างกายจะรู้สึกอิ่ม เราก็ทานเกินพอดีไปเสียแล้ว

เริ่มต้นง่ายๆแค่เท่านี้ก่อน ก็เป็นก้าวแรกสู่การลดน้ำหนักอย่างถูกอนามัยแล้วครับ

ทานบ่อยๆ ทานเยอะๆ แต่ไม่อ้วน ทำอย่างไร?
อย่างที่บอกครับ การควบคุมน้ำหนัก ปัจจัยสำคัญที่สุดเลยคือ การควบคุมอาหาร

เพราะอย่างน้อย ถึงจะยังไม่สามารถช่วยให้ผอมลงได้ทันที แต่ก็ป้องกันไม่ให้อ้วนขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่เดิม พอไม่อ้วนขึ้นแล้วก็ค่อยมาหาทางลดกันต่อไป

ทานเยอะๆ แล้วไม่อ้วน ทานอย่างไร?
หลายคนติดนิสัย ปากกว้างกว่าท้อง หิว ต้องทานให้อิ่ม ต้องเต็มท้อง ถึงจะรู้สึกว่าทำงานอะไรต่อไปได้ ในกรณีนี้แนะนำให้พิจารณาอาหารที่ทานในแต่ละมื้อ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารมัน ในที่นี้รวมหมดทั้งของทอดน้ำมัน มันสัตว์ ขนมที่มีไขมันเป็นส่วนผสมปริมาณมาก เลี่ยงได้ก็เลี่ยงครับ แต่อย่าไปทำอะไรอย่างไม่ทานข้าว แต่อัดกับเยอะๆ มันไม่ได้ทำให้ผอม กลับให้ผลตรงกันข้ามตามที่อธิบายไว้เบื้องต้น

หากอยากทานมากๆๆๆ ต้องการอัดปริมาณเยอะๆเพื่อความสุขใจ พยายามเพิ่มผักผลไม้ให้มากขึ้น เพิ่มข้าวมากขึ้นก็ยังดีกว่าเพิ่มไขมันครับ ทานเยอะได้ แต่ทานให้พลังงานไม่เยอะครับ ต่อให้จะทานแตงโมทั้งลูกคนเ